เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) และคณะผู้วิจัยภายใต้โครงการ “A Comparative Survey of Local Product Supply Chain and Policy to Support Local Growth Engine in Japan and Thailand” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก The Asahi Glass Foundation ระหว่างปี 2568–2569 ได้ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัด

โครงการมีเป้าหมายเพื่อศึกษาห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและกลไกนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการเปรียบเทียบกรณีศึกษาระหว่างจังหวัดในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ได้แก่ ฮอกไกโด–สระบุรี โอกินาว่า–ราชบุรี และคะนะซะวะ/จังหวัดอิชิกาวะ–ลำปาง เพื่อสกัดบทเรียนเชิงนโยบายสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีฐานจากอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ของชุมชน

คณะผู้วิจัยเข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนจากสำนักงานจังหวัดราชบุรี ได้แก่ นางสาวจุฑาภรณ์ สุภัทรพาหิรผล ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดราชบุรี และ นายภูวเนธ มะลินิล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานจังหวัดราชบุรี รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี ได้แก่ นายธรณินทร์ บรรยงวรพินิจ พาณิชย์จังหวัดราชบุรี และ นายโชติพงศ์ มณีวัฒนา นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการประกอบธุรกิจการค้าและการตลาด

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการทำความเข้าใจบริบทการพัฒนาของจังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อุตสาหกรรมฐานชุมชน และกลไกเชิงนโยบายที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

คณะผู้วิจัย ลงพื้นที่พบกับผู้ประกอบการและกลุ่มผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ กลุ่มลีลาผ้าทอราชบุรี โดย คุณลีลา กองแก้ว และ สหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด โดยมี นายสมบัติ จตุรภาคย์ภิญโญ ประธานสหกรณ์ และ นายโยธิน จุลขันธ์ ผู้จัดการสหกรณ์ ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน ศักยภาพของผลิตภัณฑ์ และความท้าทายในการพัฒนาห่วงโซ่การผลิต

การลงพื้นที่ครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่คณะผู้วิจัยได้เรียนรู้เป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดราชบุรีจากหน่วยงานและผู้ประกอบการในพื้นที่โดยตรง รวมถึงได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการออกแบบนโยบาย มาใช้สนับสนุนการยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและพัฒนาห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความร่วมมือระหว่างสถาบันฯ หน่วยงานจังหวัด และภาคีในพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยบนฐานศักยภาพของชุมชนอย่างยั่งยืน และคาดหวังว่าจะเกิดความร่วมมือในลักษณะนี้อีกในอนาคตอันใกล้ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ เช่นเดียวกัน